[Fanfiction TMR:translated] The Marked Ones ch.2

posted on 03 Apr 2016 11:38 by fennex

The Marked Ones

  • Author: Kolives
  • Translator: 23.5
  • Pairing: MinhoxNewtxThomas
  • Summary: โทมัสคือส่วนที่เสียหาย เขาไม่เคยเหมาะกับที่ๆเขาอยู่เพราะเขานั้นแตกต่าง และเขาเกลียดที่มันเป็นอย่างนั้น ในโลกที่เขาอยู่ ทุกคนจะมีคำพูดของคู่แท้ คนที่แบ่งปันชีวิตและวิญญาณร่วมกัน คำพูดของคนๆนั้นจะสลักบนข้อมือ แต่ถ้าไม่มี นั่นหมายความว่า คนๆนั้นจะต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวตลอดไป โทมัสไม่มีรอยสักนั้ เขาเกลียดที่มันเป็นอย่างนั้น กระทั่งวันหนึ่งที่เขาตื่นมาพร้อมกับรอยสักที่ปรากฏอยู่บนข้อมือทั้งสอง มันไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้กับใคร(ไม่มีใครมีคู่แท้ถึง 2 คน แหงล่ะ..จนกระทั่งตอนนี้)... จากนั้นเขาก็พบผู้ชาย 2 คนพร้อมกับเหตุการณ์ประหลาดๆ...

 

-----------------------

 

Chapter 2

                        ผมไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงดี เริ่มจากโวยวายตอนที่มีคนมาเคาะประตูห้องตอนผมอาบน้ำอยู่ดีหรือเปล่า?

            “โธมัส! สายแล้วนะ”  แม่ผมเรียก “รีบเข้าหน่อย! เวรเอ๊ย” ใช่แล้วล่ะ นี่แหละแม่อันเป็นที่รักยิ่งของผม (หมายเหตุตัวโตๆ ผมประชด)

            ผมออกมาจากห้องน้ำและสวมกางเกงยีนส์สีดำกับเสื้อยืดสีเทา ผมกำลังจะเดินออกไปแต่ก็ชะงักมองที่แขนทั้งคู่ของตัวเอง คำพูดสลักเด่นชัดอยู่บนผิวสีซีด “อย่า” กับ “นาย..งดงาม” ผมเดินกลับเข้าไปในห้องก่อนเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อแขนยาว ผมคิดว่าผมควรปิดบังรอยสักงี่เง่านี่ก่อนแล้วคิดให้ออกว่านี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

            “โธมัส?” ชัค น้องชายของผมเรียกด้านนอกของห้อง

            “ว่าไง? ชัค”

            ชัคเป็นคนๆเดียวในครอบครัวที่ดีกับผม อายุประมาณ 14 ปีเท่านั้นเขาก็เจอคู่แท้ของตัวเอง บางครั้งผมก็ใจร้ายกับเขาเพราะทุกคนชื่นชอบเขา จากรอยสักงี่เง่านั่น “ฉันขอยืมสีเทียนสีเหลืองของเธอได้ไหม?” เขาเจอสาวคู่แท้ของตัวเองในเกรดแปด*ตอนที่พวกเขาระบายสีในห้องเรียนกัน

            “นายเสร็จรึยัง?” เขาถามทำให้ผมหลุดออกจากภวังค์

“อาฮะ เสร็จแล้ว” ผมตอบกลับไปแล้วเปิดประตู

เราเดินลงบันไดและออกจากบ้าน โอ้ ไม่จนกระทั่งพ่อแม่ของผมจูบน้องชายตัวเล็กแล้วบอกว่าโชคดี ในทางกลับกัน ผมไม่ได้อะไรเลย (นอกจากรอ เยี่ยม) เราขึ้นรถซึ่งผมสามารถใช้มันได้เฉพาะตอนอยู่กับชัคเท่านั้น ชัคเป็นคนเก็บกุญแจเลยด้วยซ้ำ ถ้าหากเขาไม่ไปโรงเรียน ผมก็แค่เดิน

บรรยากาศบนรถเงียบอย่างเป็นปกติ บางครั้งชัคก็พูดจนผมปวดหูเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเรียนมาจากโรงเรียนหรือเรื่องคู่แท้ของเขา เราถึงโรงเรียนในเวลา 30 นาทีต่อมา เขาลงตรงตึกเด็กม.ต้น ส่วนผมก็ลงตรงตึกของพวกม.ปลาย โรงเรียนของเรามีอยู่ 4 เซคชั่นด้วยกัน แต่ละเซคชั่นแบ่งเป็นระดับย่อยๆอีกที โรงเรียนของผมมีตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงเกรด 12** มีตึกทั้งหมด 13 ที่ ซึ่งแต่ละที่ก็ใหญ่พอสมควร แน่ล่ะ เมืองเกลดก็ยังคงความเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในโลกเอาไว้ได้ ก่ะอีแค่ตึกพวกนี้ไม่ได้ทำลายอาณาเขตอะไรมากมาย

ผมจะอยู่ในตึกเดิมปลวกๆนี่ถึง 7 ชั่วโมง ชั้น 5 และไม่มีที่ให้เลี่ยงความทรมาทรกรรมนี้เสียด้วย คนเดิมๆก็ยังกลั่นแกล้งผมราวกับมันเป็นเรื่องที่โคตรจะปกติ

“เฮ้ ไอ้หน้าปรุ”

อ่า กัลป์ลี่ เขาเป็นตัวหลักในการระรานผม ผมคิดว่าเขาก็แค่ปล่อยอารมณ์โมโหของเขามาลงที่ผมเพราะว่าเพื่อนสนิทของผมเป็นคู่แท้ของเขา “เลิกหาเรื่องเขาสักทีและทำเกรดตัวเองให้ดีขึ้นมาหน่อย” นั่นคือรอยสักของเขา เขาชอบรอยสักของตัวเองมากเพราะมันทำให้เขาดูเจ๋ง

“นายมีเวลา 5 นาทีที่จะหนี ไอ้ขยะ”

พวกผู้ชายคนอื่นชอบหมอนี่ด่า(ผม)มากด้วยๆ

“หนึ่ง” ผมวิ่งตรงไปข้างหน้า ผลักเขาไปให้พ้นทางแล้วเข้าไปตึกเรียน ผมได้ยินเขาเรียกชื่อผมตามด้วยสารพัดสัตว์ตามหลังมาด้วย เมินมันซะแล้ววิ่งต่อไป คนอื่นชอบพูดว่าผมเป็นนักวิ่งที่ดี บางที อาจจะเพราะว่าผมวิ่งหนีมาทั้งชีวิตก็ได้ หรืออาจจะเพราะผมเคยเป็นพวกนักวิ่งในชาติที่แล้ว ถ้าคุณเชื่อเรื่องพรรค์นั้นน่ะนะ แต่ที่รู้ในตอนนี้คือผมวิ่ง วิ่ง วิ่งและผมก็กำลังวิ่งอยู่

ผมเข้าห้องอาบน้ำชายก่อนจะล็อกประตู พิงมันแล้วหอบแรงๆ ผมหวังว่าเขาจะหาผมไม่เจอและมันก็จะจบด้วยการหักมุมแบบซับซ้อนๆและกลายเป็นว่าผมซวย ผมรู้สึกว่าร่างกายตัวเองร้อนขึ้นจากการวิ่งผมถอดเสื้อออกพร้อมกับปลดกระเป๋าหนักอึ้งไปจากตัว

ห้องอาบน้ำโล่งว่าง ผมไม่เจอใครอยู่สักคน ผมเดินตรงไปอ่างล้างหน้า วักน้ำขึ้นมาล้างหน้าตัวเอง เมื่อจ้องตัวเองในกระจบรอยสักที่เห็นเด่นชัดขึ้นมาจากผิว จู่ๆผมก็รู้สึกว่ามันช่างน่ารังเกียจ ผมเสียใจที่มีมัน มันทำให้ผมโมโห แต่เหมือนรอยสักที่เพิ่งปรากฏนี่พยายามที่จะเปล่งประกายอยู่ ผมเกลียดการที่วิธีที่จักรวาลนี่บอกผมว่า “ไปตายซะ โทมัส” ผมเกลียดร่างกายจืดชืดของตัวเองที่ไม่มีรอยแผล รอยบาก หรือรอยขีดข่วนอะไรเลย  ผมทำทุกทางเพื่อให้มีมัน ตั้งแต่แผลเล็กๆ ผิวถลอก ผิวที่ถูกโดนไฟจนเป็นรอย ทุกอย่างที่ทำให้ร่างกายผมมีรอยอะไรสักอย่าง แล้วตอนนี้ในที่สุด ผมก็มีรอยสักนี่ที่อยากจะมีมาตลอดทั้งชีวิต

“อย่า”

“นาย..งดงาม”

แต่ว่าคำพวกนี้ดูน่าเกลียดเหลือเกิน ผมอยากให้มันหายไปจากร่างกายและสมองของผม ผมอยากให้มันหายไป น้ำตาของผมไหลอาบหน้าแดงๆที่ดูไม่จืดของตัวเอง ผมรู้สึกถึงความเกรี้ยวกราดของตัวเองที่อาบไล้ร่างกาย ผมควานหามีดโกนในกระเป๋า

แต่แล้วประตูห้องอาบน้ำก็เปิดออก ผมหันไปอย่างรวดเร็วก่อนพบเจ้าของเสียงดังสองคนที่เดินเข้ามา ผู้ชายสองคนที่ดูเหมือนเทพบุตตรเสียมากกว่า เดินตรงมา พวกเขาดู..น่าหลงใหล ผมจำพวกเขาได้ นิวท์กับมินโฮ พวกเขามาทำอะไรกันที่นี่? ผมอิจฉายังไงไม่รู้ถ้าพวกเขามามีอะไรกันที่นี่ นิวท์กับมินโฮคงจะมีครอบครัวกับลูกน่ารักๆด้วยกัน......ถ้ามันเป็นไปได้

มินโฮเป็นนักกรีฑาและเขาก็ไม่มีรอยสัก เหตุผลเดียวที่เขาไม่ถูกกลั่นแกล้งจากพวกอันธพาลก็คือ เขาเป็นนักกรีฑาของรงแรงและเขาฮอตมากๆ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายพยายามเข้าหาเขาแต่ก็ต้องจากไปพร้อมน้ำตาเมื่อเขาไม่ได้บอกว่ารอยสักของเขาคือคำว่าอะไร การกระทำแบบนี้ดูโง่เง่า แหงล่ะ ก็เขาไม่มีรอยสักนี่นะ

นิวท์เองก็ไม่มีรอยสักและเขาก็ถูกแกล้งเหมือนผม แต่เหมือนจะแย่กว่า เขาเป็นลูกคนเดียวแล้วคนอื่นๆก็คอยมาแสดงความเสียใจต่อพ่อแม่ของเขาที่มีรอยด่างพร้อยในบ้าน แล้วบอกว่ามีลูกอีกคนมันอาจจะดีขึ้น ทำไมผมถึงรู้? พ่อแม่ของผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยไงล่ะ นิวท์พยายามฆ่าตัวตายครั้งหนึ่ง กระโดดลงมาจากหลังคาบ้าน แต่ผลลัพท์ก็แค่ขาหัก บ้านของเขาไม่ได้สูงขนาดจะทำให้เขาตายได้ แต่พ่อแม่ของเขาก็ไม่พาไปโรงพยาบาลทำให้ขาของเขาผิดรูปร่างไปนิดหน่อย แต่ก็..ดูดี? ในความคิดผม

พอหายจากอาการช็อค ผมก็รีบยัดของทุกอย่างลงกระเป๋าแล้วก็เดินหนี แต่มินโฮจับแขนขวาของผมไว้ ข้างที่มีรอยสักอยู่ ผมชะงักไปเหมือนกับเขา ภาวนาว่าเขาจะไม่เห็นรอยสักนั่น มันจะต้องมีคำถามจากเขาและคำตอบที่ผมไม่สามารถให้ได้

 “อย่า” เขาพูดหนักแน่น ผมคิดว่าตัวเองอาจจะทำหน้าตกใจ เพราะว่าคำพูดของเขามันตรงกับรอยสักของผม คำพูดเป็นร้อยคำอื้ออึงอยู่ในหัวของผมและที่ชัดเจนที่สุด ทำไมต้องอย่าละ อย่าอะไร จากนั้นผมก็เพิ่งตระหนักได้ว่ามีดโกนยังอยู่ในมือผม มือที่เลือดอาบ ผมรีบเก็บของอย่างเร่งรีบและความเกรี้ยวกราดที่ทำให้หน้ามืดตามัวจนไม่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังเลือดไหล

มินโฮจับแขนที่ผมถือมีดโกนอยู่ในมือ ผมทำมันตกลงพื้นก่อนจะถอยหลังไปโดยไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาจากปาก ผมกำลังจะออกไปจากที่นี่เป็นครั้งที่สองก่อนที่นิวท์จะจับศอกอีกข้างแล้วกระซิบเสียงแผ่ว “นาย..งดงาม” ให้ผมบอกคุณสักอย่างนึงเถอะนะ สำเนียงของเขาทำให้ผมรู้สึกเข่าอ่อน

มันยากที่จะ..ต่อต้านกับความรู้สึกแบบนี้ ผมไม่มีคู่แท้ หรือกระทั่งรอยสักที่จะตามหาพวกเขา บ้าเอ๊ย ไม่มีใครมีรอยสัก 2 รอย ทุกๆคนมีแค่รอยเดียวเท่านั้น ผมเป็นแค่โธมัส คนไร้ค่า ตัวคนเดียว แล้วก็สิ่งที่น่าพิศวงในตอนนี้ ผมไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไง พวกเขามองตรงมาที่ผมอย่างสับสน ดังนั้นผมจึงทำสิ่งที่ผมรู้ดีที่สุด วิ่ง

ผมวิ่งเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้พร้อมกับพยายามใส่เสื้อไปด้วยชนกับคนอื่นตามทางนิดหน่อย กระเป๋าของผมลืมไว้กับสองคนนั้น รอยสักเริ่มแผดเผาผิวของผมเหมือนกับที่ขากับปอดรู้สึกในตอนนี้ ทุกอย่างเหมือนอยู่ในกองไฟเมื่อผมวิ่งเกินขีดจำกัดร่างกายจะรับไหว ผมรู้ว่าผมต้องพยายามอย่างเต็มที่เพราะมินโฮเป็นนักกรีฑา ยังไม่ต้องพูดถึงการวิ่งระยะไกลของเขา

“โธมัส!” ผมได้ยินมินโฮเรียกผม 2-3 ครั้ง แล้วเสียงกริ่งก็ดัง

นักเรียนเดินออกันไปเสียทุกที่เพื่อที่จะรีบเข้าห้องเรียนของตัวเอง ผมไม่เคยรู้สึกอยากกราบขอบคุณพวกคนทุเรศที่ออขวางทางมินโฮขนาดนี้มาก่อน ผมวิ่งออกจากโรงเรียนก่อนจะไปสถานที่ๆผมชอบมาหลบผู้คนบ่อยๆ ผมมาที่บ่อยๆ คงสัก ทุกวันได้

ผมนั่งลงบนพื้นคอนกรีตแตกร้าว หายใจแรงๆ มันเป็นไปไม่ได้ที่ผมจะเจอคู่แท้ เพราะผมไม่ได้เกิดมาพร้อมรอยสัก และยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เมื่อผมคู่แท้ถึง 2 คน ผมไม่อยากคุยกับพวกเขา ผมกลัวพวกเขาจะเป็นคู่ของผมจริงๆ

ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าพอจะเป็นครึ่งหนึ่งของชีวิตพวกเขา ผมมันเศษสวะ คนที่ให้กำเนิดผมทำให้ผมรู้ดีถึงข้อเท็จจริงนี้ และคู่แท้ของผมดูงดงามเกินกว่าจะเป็นมนุษย์ด้วยซ้ำ สิ่งที่ผมต้องทำก็แค่หลบหน้าพวกเขา ยังไงพวกเขาก็ไม่ต้องการผมอยู่แล้ว

“แค่ไม่คุยกัน” ผมบอกกับตัวเอง แค่ไม่คุยกับพวกเขา

 

 

 

.

 

 

edit @ 13 Apr 2016 19:25:47 by Zazis__

Comment

Comment:

Tweet